กรมวิชาการเกษตรเดินหน้าสร้างการรับรู้ งานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ชูแนวคิด “Diversity of Life – ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต” ก้าวสู่เวทีนานาชาติ
กรมวิชาการเกษตรจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ “งานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุมฟ้าหลวง โรงแรมนภาลัย จังหวัดอุดรธานี โดยมีการเสวนาสรุปความก้าวหน้าการเตรียมการจัดงาน พร้อมการนำเสนอความพร้อมและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในพื้นที่
ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และผู้แทนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และองค์กรท้องถิ่น ร่วมแสดงพลังความร่วมมือเพื่อผลักดันการจัดงานครั้งนี้ให้สำเร็จอย่างสมบูรณ์
ความคืบหน้าการเตรียมงาน
- ด้านก่อสร้างและภูมิสถาปัตย์ : เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2568 มีกำหนดเวลา 510 วัน ปัจจุบันคืบหน้าแล้วกว่า 20%
- สวนนานาชาติ : มี 14 องค์กรจากต่างประเทศตอบรับเข้าร่วม และอยู่ระหว่างประสานเพิ่มเติม
- สวนองค์กร : มีหน่วยงานตอบรับแล้ว 16 แห่ง อาทิ จังหวัดอุดรธานี อบจ.อุดรธานี การยางแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงไทย สยามคูโบต้า มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน
- การจัดนิทรรศการและการประกวด : ครอบคลุม 7 ประเภท ได้แก่ กล้วยไม้ ไม้ดอกไม้กระถาง บัว พรรณไม้น้ำ ไม้ใบ ผลไม้–ผัก และหัตถศิลป์ พร้อมคู่มือและเกณฑ์การตัดสิน
นอกจากนี้ จังหวัดอุดรธานียังให้การสนับสนุนด้านระบบขนส่ง การจราจร ความปลอดภัย และการแพทย์อย่างเต็มที่
วัตถุประสงค์หลักของการจัดงาน
- แสดงศักยภาพด้านการเกษตรและพืชสวนของไทย เชื่อมโยงสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
- ส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในจังหวัดอุดรธานีและภูมิภาคอีสาน
- สร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ตรงกันในสังคมเกี่ยวกับงานมหกรรมพืชสวนโลก
- ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และนานาชาติ
- กระตุ้นการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรท้องถิ่น
การมีส่วนร่วมของชุมชน
กรมวิชาการเกษตรยังมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมในหลายมิติ เช่น
- การปลูกต้นไม้และฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว
- การสร้างเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
- การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่น
ก้าวสู่เวทีโลก
“งานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงพืชสวนระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของไทย พร้อมสะท้อนภาพลักษณ์ใหม่ของภาคอีสานให้เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงโลกกับวิถีไทยอย่างแท้จริง